sakkapoom.blogspot.com

.......................................................
ผ่านทาง... สร้างประสบการณ์ ให้ชีวิต
ผ่านชีวิต... สร้างจิตสำนึก ต่อสังคม
ผ่านสังคม... มอบสิ่งดีงาม เอาไว้ให้
ผ่านไป... ชีวิตวางทางไว้เบื้องหลัง จะมีสักกี่ครั้งที่จะได้หันกลับไปมอง.


04 มีนาคม, 2552

"เดอะ แมทริกซ์ - สะกิดธรรม"

แหล่งข้อมูล : www.TheDailyEnlightenment.com

โดย          :  เชน ไซแอน  
 แปลโดย   :  เสรี ลิขิตธีรเมธ
เผยแพร่บนเครือข่ายข่าวสารชาวพุทธ  (The Buddhist News Network)
4 มิถุนายน 2546




"เดอะแมทริกซ์ รีโหลด" (The Matrix Reloaded)

...ภาพยนตร์ไตรภาค เดอะแมทริกซ์ ( "เดอะแมทริกซ์รีโหลด" เป็นภาคที่สอง) มีแง่มุมชวนคิดหลายอย่าง อาทิ คำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของตัวตน , อะไรคือความจริง , การเข้าถึงสัจจะและการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ บทความนี้จึงเขียนขึ้นมาเพื่อชวนกันวิเคราะห์ภาพยนตร์ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

...พี่น้องตระกูลวาโชว์สกี ซึ่งเป็นผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้กล่าวว่า "มีอะไรหลายอย่างที่โดดเด่น และน่าสนใจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและคณิตศาสตร์ ซึ่งติดตราตรึงใจเรามานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวกฎควอนตัมฟิสิกส์ และในแง่ที่ศาสตร์ทั้งสองมาบรรจบพบกัน"

...บทความนี้พยายามที่จะสะท้อนให้เห็นว่าแต่ละฉากในภาพยนตร์มีความพยามยามดำเนินเรื่องให้สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนาอย่างไร ก่อนอื่นใคร่ขอบอกว่า นี่เป็นเพียงการเชื่อมโยงอย่างคร่าว ๆ เท่านั้น และไม่ได้มุ่งเน้นความถูกต้องตามหลักปริยัติอย่างเคร่งครัด หากต้องการร่วมแสดงความคิดเห็นหรือเสนอแนะใด ๆ กรุณาอีเมล์ไปที่ matrix@thedailyenlightenment.com


แมทริกซ์คือสังสารวัฏฏ์...

...แมทริกซ์เทียบได้กับอะไร แมทริกซ์เปรียบเสมือนสังสารวัฏฏ์ (คือ เราอาศัยอยู่ในโลก แต่เรารับรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างไม่ถูกต้อง ด้วยจิตใจที่หลงผิดของเราเอง) การถูกแมทริกซปิดบังให้มืดบอดไม่ใช่สิ่ง ที่เป็นไปไม่ได้ เหมือนกับสมัยนี้ ถ้าเราไม่ได้รับการศึกษา เราก็คงจะเข้าใจว่าโลกแบน(เพราะตามันเห็นว่าแบนจริง ๆ ) หรือไม่ก็เข้าใจว่าพระอาทิตย์สว่างตอนเช้าแล้วดับตอนกลางคืน เพราะเชื่อสายตาของตนเอง โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยสิ่งลวงตาลวงใจมากเหลือเกิน!



ฝันร้ายของนีโอ...

...แม้ว่านีโอจะหวาดผวากับฝันร้ายซ้ำซากว่า ไตรนิตีถูกยิง ตอนที่เธอจะ "ตาย" แต่เขาก็เชื่อว่า "มันจะไม่สิ้นสุด จนกว่ามันจะสิ้นสุด" เขาเชื่อเช่นนี้ เพราะเขายังไม่ได้เห็นเธอตายจริง ๆ ข้อนี้ช่วยให้เราระลึกได้ว่า แม้สิ่งต่าง ๆ มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นตามกฎแห่งกรรม แต่ก็อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ ตราบใดที่เรามี"ความเพียร"ในการกอบกู้สถานการณ์ให้เปลี่ยนแปลงไป และตอนหนังใกล้จบ นีโอก็สามารถทำให้ไตรนิตี ฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้หลังจากที่เขาสามารถเข้าถึงภาวะใกล้ตายของเธอได้สำเร็จ


นีโอ ผู้มีเมตตาแต่ขาดปัญญา...

...แม้นีโอจะมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเองว่าเขาเป็นหนึ่งเดียวที่สามารถช่วยทุกคนให้รอดพ้นจากแมทริกซ์ได้ แต่นีโอก็บอกกับไตรนิตีว่า "ผมเพียงอยากรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง" นีโอจึงเปรียบได้กับผู้ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความกรุณา แต่ขาดปัญญา ไม่รู้ว่าจะนำพาสรรพสัตว์หลุดพ้นจากสังสารวัฏฏ์ (การเวียนว่ายตายเกิด) ได้อย่างไร ตรงนึ้เท่ากับช่วยย้ำให้เราเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาปัญญาควบคู่ไปกับ ความกรุณา อุปมาเหมือนกับนกที่จะต้องมีสองปีก จึงสามารถบินได้





ศรัทธาที่มืดบอดของมอร์เฟียส...

...หลายคนสงสัยว่า ทำไมมอร์เฟียสจึงเชื่อมั่นในคำทำนายของโอราเคิลยิ่งนัก เขาเชื่อตั้งแต่ในภาคแรก และยืนยันความเชื่อที่ปราศจากเหตุผลรองรับ มาจนถึงภาค reloaded
...ด้วยความเชื่ออันงมงายของมอร์เฟียส ลูกเรือทุกคนต่างเต็มใจปฏิบัติตามคำบัญชาของเขาด้วยความเชื่อมั่นและไว้ใจในตัวเขา เขาคือผู้ที่ทำให้ประชาชนชาวไซออน (Zion) มีความหวัง แต่แล้วในตอนจบของหนัง มันได้กลับกลายเป็นความสิ้นหวังไป (แต่เราก็หวังว่านีโอจะสามารถช่วยชีวิตชาวไซออนได้ในภาคที่สาม)
...ความเชื่อมั่นในคำทำนายของ"โอราเคิล" เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นในความยึดมั่นถือมั่นของมอร์เฟียส ทำให้ได้เห็นความต้องการลึกๆ และ ความเชื่อมั่นของเขา อย่างไรก็ตามในที่สุด ความ(ไม่)จริงก็ได้ปรากฏตามที่มันเป็น (ไม่ได้เป็นไปตามความเชื่อของใครๆ) ตรงนี้ถ้าพิจารณาให้ดี จะเห็นว่าคนเราทั่วๆไปก็เหมือนกัน คืดจะเชื่อในสิ่งที่เราต้องการเชื่ออยู่แล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้จริง เราจำเป็นต้องการให้โอราเคิลมาบอกเราให้เชื่อในสิ่งที่เราเชื่อ หรือต้องการเชื่ออยู่แล้วหรือ! ไม่จำเป็นเลย ใช่ไหม ฉะนั้นอย่าตกเป็นเหยื่อของการหลอกตัวเอง เพราะขาดปัญญา




เอเยนต์สมิธ คือ..."มาร"

...เอเยนต์สมิธ ซึ่งไล่ล่านีโออย่างไม่ลดละ อาจเปรียบได้กับมารในตัวนีโอเอง ที่พยายาม "ฆ่า" เขา ด้วยการขัดขวางไม่ให้เขาบรรลุเป้าหมาย (คือการรู้แจ้งสัจธรรม) ในภาคแรก นีโอไม่ได้ทำลายล้างเอเยนต์สมิธให้สิ้นซาก เขาจึงกลับมาได้ในภาคสอง ตรงนี้บอกให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการกำจัดกิเลสมาร (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) ในตัวเราให้หมดสิ้นไป การที่สมิธสามารถ "เนรมิตกาย" ขึ้นมาตั้งมากมาย อาจเทียบได้กับการที่เรายอมให้กิเลสมารเกิดขึ้นในใจของเราอย่างง่ายดายและรวดเร็ว เพราะไม่ได้ฝึกจิตใจให้เข้มแข็งพอ และมักทำอะไรตามความเคยชิน ไม่ทำด้วยความมีสติ เหตุการณ์ที่ซ้ำรอยเดิม ตอนที่นีโอหนีสมิธอีกครั้ง สมิธพูดว่า "มันกำลังเกิดขึ้นอีกแล้ว เหมือนครั้งก่อนเลย" แต่ "กายเนรมิต" ของเขากลับพูดว่า "ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว" ตรงนี้บอกเราว่า การเวียนว่ายตายเกิด ทำให้เราต้องประสบเรื่องทำนองเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงกระนั้น เรื่องแต่ละเรื่องก็ไม่เหมือนกันเสียทั้งหมด และมีหลายครั้งที่เราสามารถพัฒนาเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์ได้


ความเป็นซุปเปอร์แมนของ...นีโอ

...การที่นีโอเหาะได้เหมือนซุปเปอร์แมน สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของจิตใจที่มีอำนาจเหนือวัตถุ (ฤทธิ์) สามารถทำสิ่งที่เหลือเชื่อ (และดูเหมือนท้าทายกฎทางฟิสิกส์) ได้ อย่างไรก็ตาม ความสามารถนี้อย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เขารอดพ้นจากแมทริกซ์ได้โดยเด็ดขาด เพราะอำนาจจิตไม่ได้นำมาซึ่งการรู้แจ้ง แต่เป็นเพียงผลพลอยได้ในกระบวนการฝึกจิตเท่านั้น


ชุดของ...นีโอ

...นอกจากเสื้อคลุมสีดำของนีโอจะใกล้เคียงกับชุดของเซ็นแล้ว ใบหน้าของเขายังสงบนิ่งและสำรวมแบบพระแทบจะตลอดเวลาด้วย สองเรื่องนี้เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจไม่น้อย


ชาวไซออนเปรียบได้กับ...ชาวพุทธ

...พลเมืองชาวไซออน (ซึ่งเปรียบได้กับชาวพุทธ) ยังเพียงอยู่บนเส้นทางสู่อิสรภาพที่สมบูรณ์ (การรู้แจ้ง) เท่านั้น ยังไม่ได้บรรลุเป้าหมายที่แท้จริง เพราะอิสรภาพที่สมบูรณ์ (นิพพานในพระพุทธศาสนา) หมายถึง ความสงบระงับ ไม่มีความทะยานอยากอีกต่อไป ชาวไซออนส่วนใหญ่รู้ความจริงของแมทริกซ์ (ความจริงแห่งสังสารวัฏฏ์) ระดับหนึ่ง ซึ่งอาจเทียบได้กับพระโสดาบันเท่านั้น ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ จึงไม่สามารถบรรลุเสรีภาพที่แท้จริง (สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิด) ส่วนชาวไซออนที่มุ่งมั่นช่วยเหลือผู้อื่นให้ตื่นตัวและหลุดพ้น อาจเปรียบได้กับพระโพธิสัตว์ในคติพระพุทธศาสนา



ไซออนล่มสลาย เปรียบได้กับพระธรรมอันตรธานสิ้น...

...การทำลายล้างไซออนจนหมดสิ้น อาจเปรียบได้กับการสิ้นยุคพระพุทธศาสนา เพราะนั่นย่อมหมายความว่าไม่เหลือผู้รู้ความจริงเกี่ยวกับแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) แม้แต่คนเดียว


นีโออาจเปรียบเสมือน...พระพุทธเจ้า

...ในบางกรณีอาจถือได้ว่านีโอมีลักษณะคล้ายพระพุทธเจ้า คือเป็นผู้ "หลุดพ้น" จากแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) โดยสิ้นเชิง และสามารถกลับเข้าไปได้โดยไม่ถูกครอบงำ ทั้งนี้เพื่อช่วยให้ผู้อื่น (สรรพสัตว์) ได้หลุดพ้นตาม แต่นีโอกลับ "รู้แจ้ง" น้อยกว่าที่เราคิด จึงอาจเทียบได้กับพระโพธิสัตว์ที่เปี่ยมด้วยแรงจูงใจ (ความกรุณา) แต่ขาดความรู้ (ปัญญา) ที่จะช่วยเหลือโลก นีโอสามารถปลุกเร้าให้ชาวไซออนตื่นตัวเท่านั้น ไม่อาจดึงใครออกจากแมทริกซ์ได้ หากคนคนนั้นไม่ตั้งใจและเพียรพยายามด้วยตัวเอง (ทำนองเดียวกัน พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ชี้ทางเดินเท่านั้น เราจะเดินหรือไม่เดินเป็นหน้าที่ของเรา) จิตใจที่จะสามารถหลุดพ้นได้ จึงต้องมีความปรารถนาและเพียรพยายามเป็นทุนเดิม



ที่ปรึกษา (counsellor) พูดถึงความว่างเปล่าของเครื่องจักร...

...ที่ปรึกษาระบุว่า เครื่องจักรช่วยชาวไซออนทำงานมากมาย เช่นทำให้เกิดแสงสว่าง ความร้อน และอากาศ แต่ก็มีเครื่องจักรบางอย่างมีเป้าหมายทำลายพวกเขาด้วย ดังนั้น ลำพังเครื่องจักรเองจึงเสมือนเป็นสิ่งว่างเปล่า จะบอกว่าดีหรือไม่ดีไม่ได้ การตั้งโปรแกรมหรือเจตนาที่อยู่เบื้องหลังการสร้างและควบคุมเครื่องจักรต่างหาก ที่ทำให้เครื่องจักรดีหรือไม่ดี


เหตุที่ฑูตสวรรค์ (seraph) ต้องประลองฝีมือ...

...ฑูตสวรรค์บอกนีโอหลังจากที่ประลองฝีมือกัน เพื่อพิสูจน์ว่าใช่นีโอจริงหรือไม่ว่า "คุณไม่อาจรู้จักใครได้อย่างแท้จริง จนกว่าคุณจะได้สู้กับเขา" เราเองก็เช่นกัน เราจะไม่รู้จักตัวเราเองเลย หากเราเอาชนะตัวเองไม่ได้ เราต้อง "สู้" กับตัวเอง เพื่ออิสรภาพและการรู้แจ้ง


การหยั่งเห็นองค์ประกอบแมทริกซ์ของ...นีโอ

...การที่นีโอสามารถหยั่งเห็นเนื้อในของแมทริกซ์ ว่าแท้จริงคือรหัสคำสั่งโปรแกรมที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา อาจเปรียบได้กับการหยั่งเห็นความไม่มีตัวตน (อนัตตา) ของสิ่งต่าง ๆ การหยั่งเห็นองค์ประกอบแมทริกซ์ของนีโอ


การหยั่งเห็นองค์ประกอบแมทริกซ์ของนีโอ...

...โอราเคิลบอกนีโอหลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องชะตาลิขิต เธอบอกด้วยว่า เธอรู้ทุกสิ่งที่กำลังจะเกิด แต่เธอก็พูดขัดกับตัวเองว่า นีโอต้องเพิ่มพลัง เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาลิขิตที่ได้ "กำหนดตายตัว" แล้ว นี่ย่อมแสดงว่า สิ่งที่ดูเหมือนได้ "ลิขิต" มาแล้ว แท้จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ยังเปลี่ยนแปลงได้อีก




สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น หรือมีขึ้น ...เพื่ออะไร?

...โอราเคิลบอกนีโอว่า "สิ่งใดก็ตามที่ได้เกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเหตุผลบางอย่าง" ข้อนี้ไม่น่าจะถูกต้องเสียทั้งหมด เพราะสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น ชาวพุทธบางคนเชื่อว่า คนเราเกิดมาเพื่อทำลายและหลุดจากกงล้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิด แต่บางคนอาจเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อเหตุผลอย่างอื่น ดังนั้น คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า เราควรมีชีวิตอยู่เพื่ออะไรจึงมีได้หลากหลาย สิ่งที่ควรคำนึงคือ คำตอบใดที่เราคิดว่าดีที่สุด ประเสริฐสุด แล้วดำเนินไปตามนั้น ทำนองเดียวกัน มอร์เฟียสเองก็พูดว่า "เราทุกคนมาอยู่ที่นี่ เพื่อทำสิ่งที่เราทุกคนต้องทำเมื่อมาอยู่ที่นี่" แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เรา "ต้อง" ทำ เราเลือกได้ตลอดเวลาเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า เป็นประโยชน์กว่า ตอนหนึ่ง เอเยนต์สมิธบอกนีโอว่า ทั้งสองอยู่ที่นี่ไม่ใช่เพราะหลุดพ้นจากแมทริกซ์ แต่เพราะไม่หลุดพ้นต่างหาก ข้อนี้เป็นจริง เพราะแม้ว่าทั้งสองจะถอดออกจากแมทริกซ์แล้ว แต่ถ้าพวกเขาเป็นอิสระจากแมทริกซ์จริง พวกเขาก็จะไม่ต่อสู้กัน ดังนั้น การจะเป็นอิสระจากแมทริกซ์ได้ ยังต้องพัฒนาให้สูงขึ้นไปอีก



merovingian พูดถึงความไม่มีกฎเกณฑ์ ...(เหตุ & ผล)

...merovingian พูดอย่างอหังการว่า "ทางเลือกคือสิ่งลวง ที่ผู้มีอำนาจสร้างขึ้นสำหรับผู้ไม่มีอำนาจ" เขาพูดขณะที่คิดว่าตัวเขาคือผู้มีอำนาจคนหนึ่ง ที่กำลังชักใยผู้อื่นอยู่ แต่เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่า เขาถูกภรรยาหักหลัง โดยเธอเลือกที่จะทำเอง และกว่าเขาจะรู้ ก็สายเสียแล้ว มุมมองเรื่องนี้ของเขาจึงไม่ถูกต้อง แม้ว่าทางเลือกจะเป็นสิ่งลวง (ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่) ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะอยู่เฉย ๆ ยอมก้มหน้ารับชะตากรรม โดยไม่ดิ้นรนอะไร เพราะคุณไม่มีวันรู้ว่า ชะตาชีวิตของคุณเป็นอย่างไร และไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน เขายังบอกด้วยว่า "สิ่งใดที่เกิดแล้ว ย่อมเกิดแล้ว ไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น" ข้อนี้ชัดเจนในตัว เป็นที่น่าสังเกตว่า หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงการเดินทางข้ามเวลา (ซึ่งโดยหลักการแล้วเป็นไปไม่ได้ เพราะขัดกับกฎแห่งเหตุและผล) สิ่งใดที่ปรากฏขึ้นแล้ว จะไม่ปรากฏก็ไม่ได้ หรือจะปรากฏเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้เช่นกัน


ข้อคิดจากช่างทำกุญแจ...

...ต่อข้อถามที่ว่า เขาจะไปไหน ขณะถูกไล่ล่า ช่างทำกุญแจตอบว่า "ไปอีกทางหนึ่ง จะต้องมีอีกทางหนึ่งเสมอ" คำตอบนี้ทำให้เราได้ข้อคิดว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด เรามีทางเลือกอย่างน้อยสองทางเสมอ และเราเลือกได้อย่างอิสระ แม้ในสภาพการณ์ที่บีบรัด ช่างทำกุญแจบอกว่า ประตูมีหลายบาน แต่ละบานเปิดสู่ "สถานที่" ที่ต่างกัน แต่จะมี "ประตูบานหนึ่งนำไปสู่ต้นกำเนิด (แกนกลางของแมทริกซ์)" ประตูบานนี้อาจเทียบได้กับประตูที่นำไปสู่แก่นแท้ของความจริง นั่นคือพระไตรลักษณ์ และจะนำไปสู่อิสรภาพได้ในที่สุด ู่





มอร์เฟียส...พูดถึงเหตุผลแห่งการมีอยู่

...มอร์เฟียสพูดก่อนที่จะ "ทำสงคราม" ขั้นเด็ดขาดว่า "เราทุกคนสู้ศึกนี้มาชั่วชีวิต เราไม่ได้มาที่นี่โดยบังเอิญ ผมไม่เชื่อเรื่องบังเอิญ ผมเชื่อว่าชะตาชีวิตลิขิตให้เรามาที่นี่" สงครามที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรากำลังเผชิญอยู่ คือสงครามในจิตใจ ที่เรากำลังต่อสู้กับ "ตัวตน" ของเรา แน่นอน เราไม่ได้ "อยู่ที่นี่" โดยบังเอิญ แต่เป็นเพราะอำนาจกรรม ซึ่งจะเรียกว่า "ชะตากรรม" ก็ได้ ชักนำให้เรามาอยู่ที่นี่ แต่ถึงกระนั้น "ชะตากรรม" ในอนาคตก็อยู่ในมือของเรา เราสามารถกำหนดได้


สถาปนิกเปรียบได้กับ...อีโก้


...ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) คือสถาปนิก ซึ่งในเรื่อง เขาเป็นผู้ที่มีความถือตัว เห็นแก่ตัว และชื่นชอบความสมบูรณ์แบบ ยอมรับความล้มเหลวไม่ได้ รวมทั้งที่เป็นของตัวเขาเอง ซึ่งเขาไม่เห็นว่านั่นเป็นความล้มเหลว จึงไม่ยอมรับ แต่กลับโทษว่าเป็นเพราะความไม่สมบูรณ์ของมนุษย์ (ผู้อื่น) เขาพูดว่าความหวังคือสิ่งลวง แต่ตัวเขาเองก็มีความหวัง เขาหวังว่านีโอจะลบล้างและเริ่มต้นระบบที่บกพร่องใหม่อีกครั้งตามที่เขาต้องการ ในเรื่องความสมบูรณ์แบบ เขาไม่น่าเป็นคนสมบูรณ์แบบ เพราะยังทำให้จิตใจของเขาสมบูรณ์แบบไม่ได้ เขาเปรียบเหมือนพระเจ้าจอมปลอม ซึ่งเป็นเพียง "มนุษย์" เท่านั้น


สถาปนิกเปรียบเหมือน...ตัณหา

...สถาปนิกอ้างตนว่าเป็นผู้ออกแบบแมทริกซ์ ในทางพระพุทธศาสนา สถาปนิกหรือ "นายช่างผู้สร้างเรือน" คือตัณหา มีข้อน่าสังเกตคือ ในเรื่อง "Little Buddha" คีนูรีฟซึ่งแสดงเป็นพระพุทธเจ้า (และในเรื่องเดอะแมทริกซ์แสดงเป็นนีโอ) ได้พูดกับตัณหาและเรียกตัณหาว่า "นายช่างผู้สร้างเรือน" การที่นีโอพบกับสถาปนิกช่วยให้เขาตระหนักถึงธรรมชาติที่แท้จริงของเขา สถาปนิกเปรียบได้กับตัณหา เพราะเป็นผู้ผลักดันให้เราสร้างแมทริกซ์ - สร้างความยึดติดในสังสารวัฏฏ์ หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ พระองค์ตรัสว่า
..."เรือนคืออัตภาพที่เกิดในภพนั้นๆ บ่อยๆ เป็นของไม่เที่ยง เราแสวงหา นายช่างคือตัณหาผู้สร้างเรือน เมื่อไม่พบ ได้ท่องเที่ยวไปสู่สังสารวัฏฏ์สิ้นชาติมิใช่น้อย การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ร่ำไป ดูกรนายช่างผู้สร้างเรือน บัดนี้ เราพบท่านแล้ว ท่านจักไม่ต้องสร้างเรือนให้เราอีก โครงเรือนคือกิเลสของท่าน เราหักเสียหมดแล้ว และยอดเรือนคืออวิชชาแห่งเรือนท่านเราทำลายแล้ว จิตของเราไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว จักดับอยู่ในภพนี้เอง"



สถาปนิกพูดถึงนีโอ...

...นีโอ          "ทำไมผมมาอยู่ที่นี่?"
สถาปนิก      "ชีวิตของคุณคือผลรวมของส่วนเกินของสมการที่ไม่สมดุลในโปรแกรมแมทริกซ์ แล้วกลายมาเป็นสิ่งผิดปรกติในที่สุด ซึ่งแม้ผมจะพยายามเต็มที่แล้ว แต่ก็กำจัดให้หมดไปไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่อยู่เหนือการคาดคิด และจึงไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้คุณจึงต้องมาอยู่ที่นี่ไง"

...เราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเราต้องมาอยู่ที่นี่ ภาวะของความไม่รู้นี้คือความหลงหรืออวิชชา ตัวอวิชชานี้เองทำให้เราต้องเกิดใหม่ เราคือสมการที่ไม่สมดุล เนื่องจากเรามีความหลง ความหลงทำให้เราเป็นสิ่งผิดปรกติของโลกนี้ แต่ก็ใช่ว่าจะควบคุมไม่ได้ และถ้าขณะใดเราไม่ควบคุมตัวเราเอง ตัณหาหรือสถาปนิกก็จะมาควบคุม ู่


สถาปนิกพูดถึงพลังของสิ่งเล็กน้อย...

...สถาปนิก "… เห็นได้ชัดว่ามันเป็นความบกพร่องขั้นพื้นฐาน จึงก่อให้เกิดความผิดปรกติต่อระบบ ซึ่งถ้าปล่อยปละละเลย ก็จะเป็นภัยคุกคามระบบได้ ดังนั้น ความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ อาจสะสมและทวีความรุนแรงจนเป็นภัยพิบัติได้ โลกเราก็เช่นกัน เราทุกคนต่างมีกรรมร่วมและเชื่อมโยงกันในลักษณะที่แยกแยะลำบาก การกระทำของคนคนหนึ่ง อาจนำมาซึ่งหายนะของโลก หรือช่วยเหลือโลกก็ได้



สถาปนิกพูดถึงความรับผิดชอบของนีโอ...

...สถาปนิกพูดกับนีโอว่า "… ปัญหาก็คือ คุณพร้อมรับผิดชอบต่อการตายของทุกชีวิตในโลกนี้หรือไม่" ในแง่นี้ นีโอเปรียบได้กับพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ซึ่งพยายามช่วยชีวิตสรรพสัตว์อย่างเต็มความสามารถ


สถาปนิกพูดถึงทางเลือก ..."สุดท้าย"

...สถาปนิก "มีประตูสองประตู ประตูขวานำไปสู่ต้นกำเนิด และช่วยชาวไซออนได้ ประตูซ้ายพาคุณกลับไปสู่แมทริกซ์ ไปหาเธอ แต่เผ่าพันธุ์ของคุณก็สิ้นสุดด้วย เราเองก็ต้องเลือกตลอดเวลา ทางเลือกมีสองทางเป็นอย่างน้อย อยู่หรือไม่อยู่ ทำหรือไม่ทำ เราเลือกได้ว่าจะติดอยู่ในสังสาร หรือหลุดพ้นออกไป


สถาปนิกพูดถึง...ปฏิกิริยาลูกโซ่

...สถาปนิก "แต่เราก็รู้แล้วว่าคุณกำลังจะทำอะไรไม่ใช่หรือ? ผมสามารถเห็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่บ่งบอกว่าอารมณ์กำลังชนะเหตุผล เพราะอารมณ์กำลังปิดตาคุณไม่ให้เห็นความจริง ทั้งที่ความจริงนั้นออกจะเรียบง่ายและชัดเจน เธอกำลังจะตาย และคุณก็ไม่มีทางหยุดยั้งได้... (*นีโอเดินไปเปิดประตูซ้าย ซึ่งตรงข้ามกับที่สถาปนิกคาดคิด*)

...นีโอทำให้สถาปนิกคาดการณ์ผิดพลาด โดยการทำสิ่งที่ตรงข้ามกับที่สถาปนิกต้องการให้ทำ เราเองแม้จะติดอยู่ในวงจรปฏิกิริยาลูกโซ่ของเหตุและผล แต่เราก็ทำลายวงจรนี้ได้ เราสามารถตัดวงจรการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยการรู้แจ้งสัจธรรม การที่นีโอเลือกประตูที่ช่วยชีวิตไตรนิตี เป็นการทำลายโปรแกรมที่กำหนดไว้ล่วงหน้า (การเกิดและการตาย) ได้เด็ดขาด หากเขาเลือกอีกประตูเพื่อช่วยชีวิตชาวไซออนตามที่ "ได้โปรแกรม" ไว้ ก็เท่ากับทำซ้ำรูปแบบเดิมที่คนก่อนเคยทำแล้ว (และนำไปสู่การเกิดใหม่ต่อไป) การทำลายลูกโซ่ของนีโอ เท่ากับไปเปลี่ยนแปลงระบบ และเป็นการช่วยมวลมนุษย์อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดเสรีภาพที่แท้จริง นีโอตระหนักว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะทำให้แมทริกซ์บูท (เกิด) ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง การเกิดใหม่โดยไม่มีอะไรก้าวหน้า หรือไม่มีอิสรภาพมากขึ้น เป็นสิ่งไร้ค่า เพราะไม่ช่วยให้เราเข้าใกล้ความสุขที่แท้จริง ู่


สถาปนิกพูดถึง...ความหวัง

...สถาปนิก "ความหวังคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์หลงผิดได้มากที่สุด มันทั้งทำให้คุณเข้มแข็งที่สุด และอ่อนแอที่สุดในเวลาเดียวกัน ข้อนี้บอกเราว่า ความหวังจะเป็นความศรัทธาที่มืดบอดได้ หากไม่มีปัญญากำกับ
บทสนทนาทั้งหมดระหว่างนีโอกับสถาปนิก ดูได้ที่ http://www.theantitrust.net/articles/viewarticle.php?articleid=108 ู่



ทำไมเลือกความจริง ...ไม่เลือกสิ่งลวง

...เมื่อดูหนังเรื่องนี้ เราอาจถามตัวเองว่า "ทำไมเราควรเลือกที่จะใช้ชีวิตในโลกแห่ง "ความจริง" ที่ดูออกจะแห้งแล้ง ไร้สีสัน ทั้งที่มีโลกมายาที่น่าอภิรมย์กว่า คำตอบคือ ก็เพราะโลกมายาไม่มีอยู่จริง ความสุขในโลกมายาจึงไม่จริงด้วย ความสุขที่แท้จริงมาจากการควบคุมชีวิตได้ทั้งหมด และสามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ถูกต้องชัดเจน (ปัญญา)
...ชีวิตหรือความสุขในแมทริกซ์ (สังสารวัฏฏ์) ต้องขึ้นกับความเมตตาสงสารของแมทริกซ์ ซึ่งก็เหมือนกับที่เราต้องอิงอาศัยวัตถุ จึงจะมีความสุขได้ แต่นั่นไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง ความสุขที่แท้ต้องมาจากการมีจิตใจอิสระ ไม่ต้องอิงอาศัยหรือพึ่งพิงสิ่งใด


เราเองก็ติดอยู่ใน...แมทริกซ์

...เป็นไปได้ไหมว่า เราทุกคนล้วนเลือกที่จะเชื่อมต่อหรือติดอยู่ในแมทริกซ์เอง ไม่มีการบังคับใด ๆ มีอะไรปิดตาหรือลวงเราอยู่หรือเปล่า ทำไมเราไม่หลุดพ้นเสียที? ู่


ทำไมต้อง...โหลดใหม่

...หลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งที่สอง ผมก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่า ทำไมภาคนี้จึงตั้งชื่อว่า เดอะแมทริกซ์ "รีโหลดเดด" - ก็เพราะระบบแมทริกซ์ได้รับการโหลดใหม่ (หรือเกิดใหม่) ทั้งระบบอีกครั้งนั่นเอง เราทุกคนก็ต้อง "โหลด" ประสบการณ์ใหม่หลายครั้ง จนกว่าจะแน่ใจ รู้แนวทางที่ถูกต้อง และหลุดพ้นได้โดยสิ้นเชิงในที่สุด



.... ขอเชิญชาวพุทธทุกท่าน ขอบคุณเจ้าของบทความ คุณเชน ไซแอน, www.TheDailyEnlightenment.com....

16 กุมภาพันธ์, 2552

จันทร์เสี้ยว






" คืนจันทร์เสี้ยวบาง...
ทะเลงามสงบ
ฉันนั่งอยู่ที่นั่น...
หาดทรายสี ขาว ขาว...นวล นวล
มีเพียงคำว่า..."คิดถึง"
ซึ่งเขียนขึ้นจาก รอยทราย "



เพียง เพียงออ
หาดป่าช้า เกาะเสม็ด ๒๕๒๘"



...เขียนให้กับความรักเมื่อวัยหนุ่ม
ทั้ง ๆ ที่เวลานั้นไม่รู่ว่า ความรักคืออะไร?...
รู้เพียงแต่...
ความรู้สึกภายในใจได้แต่คิดถึง...
เธอคนนั้น คนที่ฉันไม่เคยบอก "


บทที่ ๑๑ ...



...ล้อรถนั้นประกอบด้วยไม้สามสิบซี่
รวมกันอยู่ที่แกน...
วงรอบนอกของล้อและไม้สามสิบซี่นั้น
คือความ " มี "
ดุมล้อนั้นกลับกลวง
คือความ " ว่าง "

จากความว่างนี้เอง...
คุณประโยชน์ของล้อนี้ก็เกิดขึ้น



...ปั้นดินเหนียวขึ้นเป็นภาชนะ
จากความว่างเปล่าของภาชนะนี้เอง...
คุณประโยชน์ของภาชนะก็เกิดขึ้น

เราได้ใช้ประโยชน์จาก...ความมี
และได้รับคุณประโยชน์จาก...ความว่าง.


วิถีแห่งเต๋า

พจนา จันทรสันติ -แปล
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๓ มกราคม ๒๕๒๓


...............................................................................



...ปีนั้นผมกำลังศึกษาอยู่ ม.ศ.3 (2523)
และยังไม่มีความคิดอะไรมากนัก
ในการมองโลก และชีวิต...
คงเที่ยวเล่น สนุกสนานไปวัน ๆ อย่างเด็ก

...วันหนึ่งได้พบรุ่นพี่ ม.ศ. 5 ถือหนังสือเล่มนี้
ผมขอเขาดู และหน้าแรกที่เปิดอ่านคือ
" บทที่ 11 ความว่างเปล่า " และ เมื่อผมอ่านจบลง


...เหมือนเปิดไฟสว่างขึ้นในใจ...แว็บหนึ่ง
เพียงชั่วขณะ จิต รับรู้แสงแรกของ ...ประกายแห่งพุทธิปัญญา
ด้วยอักษรเพียงไม่กี่ตัว กลับสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ขึ้น
ผมรู้ตัวทันทีว่า... ชีวิตวันหน้าจะดำเนินไปเช่นไร

เด็กน้อยเอ๋ย... กุญแจไขความลับของโลก
ถูกใช้ไปดอกหนึ่งแล้ว
...ทาง ที่ไม่เคยหา บัดนี้ทอดตัวสงบ สว่าง
วางอยู่เบื้องหน้าของเจ้าแล้ว ...นับแต่วินาทีนั้น
เดินไปตามทางเถิด แล้วเจ้าจะพบ...ความจริงที่เที่ยงแท้.




แหลม ศักย์ภูมิ
16.02.2009

25 ตุลาคม, 2550

ทำบุญด้วยแรง 1.

นิตยสาร FINANCIAL freedom ...(คิดต่าง ทางเดียวกัน)
volume 01 number 07 APRIL 2007


ปี ๒๕๔๙ เป็นปีแห่งการรณรงค์ให้ประชาชนทั้งประเทศร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง เนื่องในวโรกาสทรงครองราชครบ ๖๐ ปี ช่วงกลางปีนั้นผมและคณะมูลนิธิมวยไทยไชยา ได้เดินทางไปที่วัดต่าง ๆ หลายวัดในเขตจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อร่วมสร้างพระ
พวกเราได้รับข่าวจากสมาชิกมูลนิธิมวยไทยไชยาคนหนึ่ง ซึ่งเคยบวชเรียนที่วัดที่จัดสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แรกเริ่มนั้นพระอาจารย์วีระและพระลูกวัดทำการหล่อพระกันเอง ด้วยกำลังพระเพียงสิบกว่ารูป ผสมปูน เทปูนกันเองมาสองวันสองคืนแล้ว แต่งานยังไม่คืบหน้า ซึ่งเป็นเรื่องยากลำบากมากที่แรงงานเพียงสิบกว่าคนกับงานเทปูนหล่อพระหนักนับร้อยตัน

พระอาจารย์วีระท่านจึงโทรมา ขอแรง...ให้ไปช่วยกันสร้างพระ งานนี้ไม่ต้องการเงินบริจาค ไม่ต้อการปัจจัยอื่น หากแต่ต้องการแรงงาน กำลังกายเท่านั้น... ซึ่งหลังจากงานนั้นเป็นต้นมา ผมและคณะก็ถือเป็นกิจวัตรสำคัญที่ต้องไปทำ เมื่อทราบข่าวว่าแม่พิมพ์พระองค์นี้ถูกนำไปจัดสร้างที่วัดใด พวกเราก็จะตามไปร่วมทำบุญด้วยแรงเกือบทุกครั้ง หากระยะทางไม่ไกลนัก
พระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์นี้หน้าตักกว้าง ๕ เมตร ๙๐ / สูง ๘ เมตร จัดสร้างขึ้นโดยพระอาจารย์วิโรจน์ เจ้าอาวาสวัดสะพัง กำแพงแสน นครปฐม เมื่อสร้างเสร็จได้ทำพิมพ์ไว้ แม่พิมพ์พระใหญ่องค์นี้ถูกนำไปจัดสร้างในหลาย ๆ วัด ส่งต่อกันมาจนถึงวัดในจังหวัดกาญจนบุรี (ปัจจุบันได้สร้างพระจากแม่แบบนี้ให้กับวัดต่าง ๆ ไปแล้วกว่า ๒๐ องค์ / ปี ๒๕๔๙)



การสร้างพระเริ่มจากทุนสองแสนบาท จากการรับบริจาคทั่วไปหรือจากผู้มีจิตศรัทธาขอเป็นประธานในการจัดสร้างโดยตรง โดยทุนที่ได้นำไปซื้อวัสดุในการก่อสร้าง อิฐ หิน(นิล) ปูน ทราย เหล็ก ฯลฯ จากนั้นก็ก่ออิฐขึ้นฐานที่ตั้งองค์พระและผูกเหล็กแบบขึ้นรูปแล้วจึงนำแม่พิมพ์มาประกอบ จากนั้นจึงเริ่มผสมปูนทรายและนิล (เป็นความเชื่อเรื่องแร่รัตนชาติ ซึ่งนิลในแถบนั้นหาได้ง่ายทั้งยังมีราคาไม่สูงมาก) ผู้มีจิตศรัทธาทั้งพระและฆารวาส ทั้งชายหญิงจะมาช่วยกันผสมปูน รับถังปูนส่งกันเป็นทอด ๆ ขึ้นไปยังองค์พระ เทปูนลงในแบบ ถังแล้วถังเล่า ตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนตกบ่าย ใครเหนื่อยล้าก็จะมีคนคอยผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่แทน เมื่อปูนถูกเทมาถึงช่วงคอองค์พระก็จะหยุดเพื่อนำโอ่งลายมังกรใบใหญ่สองใบส่งต่อกันขึ้นมา โอ่งใบหนึ่งบรรจุแผ่นชะตาซึ่งผู้มาร่วมงานจะเขียนชื่อ นามสกุลและวันเดือนปีเกิด ไว้ในแผ่นดวงนี้นำฝากไว้ในองค์พระใหญ่ เป็นเสมือนฝากดวงชีวิตของตนไว้กับองค์พระพุทธเจ้า ส่วนโอ่งอีกใบจะใส่พระพุทธรูปหรือพระประจำวันเกิดที่ชาวบ้านนำมาถวายวัดเพื่อบรรจุไว้ในองค์พระด้วย
เมื่อตั้งโอ่งสองใบไว้ในช่วงพระพักต์พระพุทธรูปผูกเหล็กไว้ดีแล้ว ก็จะเทปูนอีกรอบจนปูนเต็มพระเศียรก็จะหยุดเพื่อผูกเหล็กและประกอบแบบช่วง พระเกตุมาลา (รัศมีที่อยู่เหนือเศียรของพระพุทธรูป) ซึ่งในขั้นตอนนี้พระทั้งวัดจะเริ่มสวด ชยมงคลคาถา อัญเชิญ พระธาตุ นำขึ้นประดิษฐานไว้ในพระเกตุมาลานี้ จากนั้นจึงเทปูนขั้นสุดท้ายปิดพระเกตุมาลา เป็นเสร็จพิธี



เมื่อองค์พระแล้วเสร็จผู้คนเริ่มทยอยกันกลับ แต่งานหลักของพวกเรากำลังจะเริ่ม เมื่อปูนจับตัวกันดีแล้ว (ราว ๓ ชั่วโมง) ก็ถึงขั้นตอนการแกะแม่พิมพ์ ขั้นตอนนี้ต้องการความปราณีตบรรจงมาก เมื่อถอดน็อตจากแบบ ออกแล้วจะต้องค่อย ๆ แกะแบบและแซะปูนตามรอยต่อแม่พิมพ์ออก เนื้อปูนถึงจะจับตัวกันแล้ว แต่ก็ยังไม่แห้งแข็ง ขั้นตอนนี้ปูนจะเร่งคลายความร้อนออกทำให้น้ำในเนื้อปูนกลายเป็นละอองไอ ลอยขึ้นมารอบ ๆ องค์พระใหญ่ ค่ำคืนที่อากาศหนาวเย็นการทำงานรอบองค์พระนับว่าอบอุ่นจนถึงร้อนเหงื่อตกได้เลยที่เดียวครับ

ทุกครั้งที่ไปร่วมงาน ผมจะได้เห็นภาพของความสมัครสมานสามัคคีกันของผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนาจากที่ต่าง ๆ มาเพื่อลงแรงร่วมมือร่วมใจกัน มีศูนย์รวมจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลาย ๆ คนนำอาหารและน้ำมาช่วยในงาน ผมเห็นคนทุกเพศทุกวัยหลากหลายอาชีพและฐานะทางสังคม มาช่วยกันอย่างแข็งขันอยู่กลางแดด ทั้งขนทราย ตักนิล ส่งปูน เทปูน ทำอาหาร ส่งน้ำ อย่างเต็มที่เต็มใจ ไม่มีเกี่ยงว่าใครทำมากใครทำน้อย แม้ผู้เฒ่าผู้แก่ก็มานั่งพนมมือสวดมนต์กันในศาลา ร่วมอำนวยอวยชัยให้พระใหญ่สร้างสำเร็จ เป็นภาพที่ยังความปลาบปลื้มยินดีแก่สาธุชนผู้พบเห็นยิ่ง...

งานในหนึ่งวันจากเช้าจนดึก... (๑๐ – ๑๕ ชั่วโมง) พระใหญ่องค์นี้จะตั้งเด่นเป็นสง่าให้ผู้มีจิตศรัทธาในพระศาสนาเคารพกราบไหว้ต่อไปอีกกว่าร้อยหรือสองร้อยปี นับว่าคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อแรงกายที่ทุ่มเทลงไปอย่างมาก ยังจะมีกิจกรรมดีดีอย่างนี้อีกในอนาคต ผมได้ทราบข่าวมาว่าเวลานี้ แม่พิมพ์พระองค์นี้ถูกนำไปยังภาคใต้แถบจังหวัดตรังและจะถูกนำไปจัดสร้างอีกหลาย ๆ วัดทั่วประเทศ...
เมื่อคุณได้อ่านบทความนี้แล้ว คุณเองก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานบำเพ็ญประโยชน์นี้ได้ ด้วยเพียงร่วมยินดีในการสร้างพระใหญ่ไปกับพวกเราด้วย พร้อมกับตั้งจิตให้สงบ ตั้งใจให้เป็นกุศล ร่วมอนุโมทนาบุญ (พร้อมยกมือพนมจรดหน้าผาก) แล้วเปล่งคำว่า ......สาธุ
ด้วยการ “ออกแรง” เพียงเท่านี้ จิตใดที่บริสุทธ์สงบสะอาด ปราศจากความเศร้าหมอง ขุ่นเคือง จิตใดที่พลอยยินดีในกุศลธรรมอันประกอบขึ้นโดยไม่เจือความโลภ,โกรธ,หลง บุญ ย่อมเกิดกับจิตที่เป็นมหากุศลดวงนั้น.



............................................

* บุญ น. ความดี, ความดีความงาม, (ปาก) กุศลที่เกื้อหนุนมาแต่อดีต เช่น เขาเป็นคนมีบุญ รากศัพท์ทำว่า บุญ มาจาก ภาษาบาลี – ปุญญ / สันสกฤต – ปุญย (พจนานุกรม ฉบับมติชน)
* บุญ เครื่องชำระสันดาน, ความดี, กุศล, ความสุข, ความประพฤติชอบทางกาย วาจาและใจ, กุศลธรรม (พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลศัพท์)



*ปัจจุบัน ปี2552 แม่พิมพ์นี้ได้ถูกนำไปจัดสร้างพระพุทธรูปแล้ว 155 องค์ และยังคงจัดสร้างอยู่

หลวงปู่มั่น สอนธรรม



" คล้ายกับคน ไม่ใช่คน
ธรรม ไม่ใช่ธรรม ...ผลจึงไม่มี
ความจริง คนก็คือ คน
ธรรมก็คือ ธรรม อยู่นั่นเอง
แต่...คนไม่สนใจใน ธรรม
ธรรมก็ไม่เข้าถึงใจคน

...จึงกลายเป็นว่า
คนก็สักว่า คน
ธรรมก็สักแต่ว่า ธรรม อยู่นั่นเอง "

.........หลวงปู่ มั่น ภูริทัตต มหาเถระ.............

06 กันยายน, 2550

" เทวตานุสติ "

ชุด เพียงเป็น...เห็นพอ



" เทวตานุสติ "

เอาล่ะ...พวกเรามี องค์จุตคาม ไว้แขวนบูชากันครบทุกคนแล้วหรือยัง ?

นี่ถ้าไม่พูดถึงเรื่อง จุตคามรามเทพ เลยในรอบปีนี้ก็คงจะถูกหาว่าเชยเสียแล้ว
ในยุคเทวาภิวัฒน์ โหมกระหน่ำสื่ออย่างรุนแรง ท้าทายความเชื่อความศรัทธาที่เคยมีมา เป็นศรัทธาที่ครอบอยู่ด้วยความหวัง ความหลงงมงายอยากได้ใคร่มี ที่ต้องสะกิดกันไว้บ้าง แต่อย่ากระนั้นเลย ถึงจะมีแต่ศรัทธาเพียงบางส่วน ก็ยังนับว่ามีดีอยู่บ้าง ก็ขอให้หันมามองในส่วนดีที่ได้กันจะดีกว่า พวกเราจะได้ใช้สมองด้านดีดีทำงาน ขบคิด มองโลกในแง่ดีนิด คิดเผื่อให้สังคมสักหน่อย เป็นอีกมุมมองหนึ่งที่คอยทอดถอนลมหายใจ เพื่อให้ใครบ้างคนได้คิด สักคนก็ยังดี...

หลายคนยังไม่รู้เลยว่า องค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่กำลังดังกระฉ่อนไปทั่วบ้านทั่วเมืองอยู่นี้ท่านเป็นใคร ? ทำอะไรเอาไว้ ทำไมพวกเขาถึงได้อัญเชิญขึ้นคอกันที ๓ - ๔ องค์ใหญ่ ๆ เบียดเอาที่พระพุทธ-พระสงฆ์ที่เคยครองใจลงไปได้ ทำให้ราคาในแผงเช่า ในตลาดพระเครื่อง,เทพเครื่อง ปั่น ปั่น ปั่นและป่วนไปทั่วประเทศ ธุรกิจในเครือหลากหลายต้องพลอยเดือดร้อนกับใบรายการสั่งซื้อสินค้าที่ทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เงินทองสะพัดไปทุกสาขาอาชีพที่เกี่ยวพันอยู่ แม้กระทั้ง พี่พรรับปะเสื้อผ้า น้าชัยคนขายไก่ย่าง ก็พลอยติดหางเลขไปด้วย รวยไปหลายหมื่นบาท เพราะความหาญกล้าไปท้าทาย ราชันดำ จ้าวแห่งทะเลใต้ องค์นี้เข้า ยิ่งทำให้ จตุคามฯ แน่จริง ดังจริง รวยจริง แบบไม่ต้องการเหตุผลกันขึ้นไปอีก เอ้า! ขอได้ ไหว้รับ...



ผู้เขียนเองก็ไม่ได้ตกยุค เพราะได้รับเหรียญจตุคามฯ ปี ๓๐ มาองค์หนึ่งจากพี่ที่นับถือกัน เมื่อหลายปีมาแล้ว ได้แต่ถามว่า “ พระอะไรครับ ? พี่ ” และถามความเป็นมา พี่เขาก็บอกเพียงว่า " ท่านเป็นผู้ปกป้องพุทธศาสนาในยุคอาณาจักรศรีวิชัยโน่น " งั้นก็เท่ากับว่า เหรียญที่ให้มีความเกี่ยวพันและมีส่วนช่วยส่งเสริมพุทธศาสนา ผมรับไว้และขอบคุณมากครับพี่...

ในฐานะพุทธมามกะ (ผู้ประกาศตนว่านับถือพระพุทธศาสนา) ใคร่ขอให้ทุกท่านมองเหตุการณ์นี้ด้วยปัญญาอย่างพุทธะบ้าง เพราะศรัทธาที่เคลือบไว้ด้วยความอยากและการค้าขายเพียงอย่างเดียว อาจไปไม่รอดในสังคมดิจิทอลที่มองทุกอย่างเป็นตัวเลขวิ่งขึ้นวิ่งลง ผู้คนในประเทศนี้ต่างก็ไขว่คว้าให้ได้มาซึ่ง เหรียญองค์ท้าวจตุคามฯ แล้วก็อยากได้กันคนละหลาย ๆ องค์ ไว้เพื่อปล่อยต่อในราคาสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัว โดยหลงลืมศรัทธาจริงแท้ มูลเหตุแห่งความนับถือไปเสีย เห็นองค์ท่านเป็นเพียงวัตถุที่ทำเงินได้เพียงด้านเดียว

พุทธศาสดาของเรา ท่านทรงสอนให้บูชาบุคคลที่ควรบูชาอยู่แล้วในมงคล ๓๖ ประการซึ่งเป็นหลักของความดีต่อสังคม การบูชาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด บูชาครูอาจารย์ผู้ให้ความรู้ และเทวดาก็เป็นบุคคลที่ควรบูชาด้วยเช่นกัน ในการเจริญสมถกรรมฐานได้บัญญัติวิธีทำสติไว้ใน อนุสสติ ๑๐ ข้อ ๖ คือ...

เทวตานุสสติ อันหมายถึง การระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้บุคคลได้เป็นเทวดาอยู่เนื่อง ๆ บุคคลจะจุติเป็นเทวดาได้ จะต้องทำความเพียรไว้มากมาย บุคคลนั้นต้องมีทั้ง ทาน ศีล ภาวนา สมาธิ มีศรัทธา วิริยะ หิริ โอตตัปปะ และปัญญา เมื่อจิตระลึกนึกไปถึงความเพียรที่ท่านได้ทำอย่างนั้น ๆ แล้วจะเกิดกำลังใจให้เราประพฤติปฏิบัติธรรมต่าง ๆ อย่างนั้นเพื่อให้เราได้รับผลได้เป็นเทวดาอย่างท่านบ้าง



แต่ที่เห็นขาดกันมาก ๆ ก็ หิริ (ความเกรงกลัวต่อบาป) โอตตัปปะ (ความละอายต่อบาปที่จะกระทำ) นี่แหละ เมื่อคนไม่เกรงกลัวบาปไม่ละอายต่อกรรม สังคมองค์รวมย่อมเสื่อมทรามลง เกิดปัญหากระทบกันไปในวงกว้าง กับทุกวงการ ปัญญาที่มีกลับเอาไปใช้ในทางอกุศล สร้างบาปที่วิจิตพิสดารกันขึ้นไปอีก สิ่งที่ได้ก็คือการค้าขายกับศรัทธาและความงมงายของผู้คน เป็นไปได้และเป็นไปแล้วที่ของออกจากวัด ๔๙ , ๙๙ หรือ ๑๙๙ บาท ผ่านไปเพียง ๒ – ๓ มือ ในหนึ่งวัน ราคาเปลี่ยนเป็นหลักพัน เป็นหมื่นไปได้ แถมของมีเฉพาะที่แผง แต่ไม่มีที่วัด เหมาะสมแล้วกับประโยคเด็ดที่ว่า

“ ตราบใดที่น้ำทะเลยังไม่เหือดแห้ง มึงมีกูไว้ไม่มีจน ”

ก็เห็นมีกันทุกคนแล้ว (คนละหลาย ๆ องค์ด้วย) พวกเขาก็ยังจนกันอยู่เลย จะมีก็แต่คนขาย+นายทุกหลักนั้นแหละที่รวยแบบอภิโคตะระมหึมามหาเศรษฐีขึ้นทุกทุกรุ่นที่ทำ... ก็อยากจะขอติไว้ให้ระวังกันบ้าง เพราะยังมีอีกประโยคเด็ดที่กล่าวไว้ว่า

“ กูให้มึงได้ กูเอาคืนได้ ”

ออกมาหยุดกระแสรวยไม่ลืมหูลืมตาอยู่ เพียงแต่ไม่มีใครกล้าเอามาปั่นกันให้ดังเท่านั้น (จาก เทวาภิวัฒน์ เนชั่นสุดสัปดาห์ หน้า ๑๔ ) ผู้เขียนคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ เป็นเรื่องของคนมากว่าเรื่องของเทพฯ องค์เทพท่านมีเมตตา ท่านมาโปรดสัตว์โลกไปทั่วทุกหัวระแหงอยู่แล้ว ท่านคงอยากให้ชาวบ้านร้านตลาดมีท่านไว้บูชาในราคาไม่แพงเวอร์และไม่มีทำปลอมด้วย สาธุ



หากสังเกตรูปปั้น ท้าวจุตคาม ท้าวรามเทพ พี่น้องสองกษัตริย์ ที่ประทับอยู่ข้างบันไดทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นั้นเหมือนจะมีไว้เตือนใจพวกเราว่า องค์กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในเขตแคว้นแดนใต้ สมมุติเทพผู้เปี่ยมไปด้วยบารมีธรรม ๑๐ ประการแห่งพระโพธิสัตว์ นั้นยังคงเฝ้าพิทักษ์ปกปักษ์รักษาพระสารีริกธาตุและพระพุทธศาสนามานานหลายร้อยปีแล้ว ผู้อ้างว่านับถือเคารพศรัทธาต่อองค์ท่านก็อย่าได้หลงลืมหรือหลงเพลินมองข้ามภารกิจอันสำคัญที่พระองค์ท่านทั้งสองได้เพียรกระทำไว้เป็นแบบอย่าง จนได้รับการยอมรับนับถือและจุติขึ้นเป็น อมรเทพเทวาผู้ยิ่งใหญ่ ในกาลต่อมา

เทวตานุสติ... องค์เทวากษัตราธิราชทั้งสอง ยังเสื่อมใสศรัทธาในพระพุทธองค์ ดำรงตนตามบทบัญญัติแห่งธรรมะ เผยแผ่สัจจะธรรมคำสอนแห่งพระพุทธศาสนาไปให้ไพศาล ผมทายได้เลยว่า ถ้าท่านทั้งสองคิดจะแขวน ท้าวจุตคาม ท้าวรามเทพ ท่านต้องแขวนพระพุทธะแน่นอน...

ผมมั่นใจ...

ศักย์ภูมิ
๖ พ.ค. ๒๕๕๐

.....................................................................................

04 สิงหาคม, 2550

คู่แรด คู่ป่วนภารกิจ









เกิดเหตุไม่คาดฝัน ทำให้ภารกิจครั้งนี้ออกนอกทางไปบ้าง
ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายความสามารถของ ทีมงานตัดและต่อมือสมัคเล่นอย่างพวกเรา ย่นคุง กะ ยุ่งคุง
มาทำหน้าที่เล่าเรื่องแทน ครูแหลม ครับ






เริ่มจากงานบวงสรวง ไหว้ครู ก่อนครับ เพื่อความเป็นสิริมงคล










"...." - เซกิ ๆ ตื่นได้แล้ว เขาจะซ้อมกันแล้วนะ น้าหม่ำ มารอนานแล้ว (เอ๊ะ ! เสียงใคร)








หม่ำ - ไม่เป็นไร พี่รอได้
เอ้า 1.2.3. ยิ่มมมมม (แหม! นี่เราสวยเท่า ๆ กันเลยนะนี่)









อิ๊ด - นักแสดงจะมาเข้าฉากแล้ว ลงไปลงไป นี่ๆๆๆๆ
ไปเตรียมของได้แล้วววว
โชค - แหม!! ตกแต่งฉากมาทั้งคืน ขอนอนหน่อยน่า น้าอิ๊ด








หม่ำ - คนที่ต้องตกน่ะ แกต่างหาก ...ผิดคิวแล้ววว










ปราบต์ปฏล - หึหึหึ (มันมากับความมืด)












เซกิ - ทำไม ไปไหน มาไหนต้องมีแม่มาคุมทุกที่เลย..
กอล์ฟ - ก็คุณแม่หวงนี่ค่ะ พี่เซ...







วศิน - ทำไม ! ภาพออกมาแบบนี้ เกิดอะไรขึ้น น้าอิ๊ด
(..* น้าสิน คนที่เล่นเป็น เซียนพระ ใน แสบสนิทฯ ไง คนเนี้ยจี้เส้นสุดๆๆ )

อิ๊ด - เอ๊ะ ผมผมผมไม่ได้เปลี่ยนบทของ น้าสิน นะ






ครูแหลม - อุ๊ย ๆ ๆ หลุด ๆ ๆ น้าสิน ดูๆๆๆๆๆ
วศิน - อะจ๊ากกกกกกก ภาพในจอหลุด หายยยยย
....... ใครอยู่ใกล้ปลั๊ก เสียบคืนที








ลุงสมิงขาว ตั้งใจ + ยอมตามใจ ให้ย้อนยุค สี่เต้าทอง... เอ๊ย !! เต่าทอง










หม่ำ - ปะปะปราบต์ เฮ้ยย จิ้มมันดีดีนะ อย่าติดเรดาล่ะ
ปราบต์ปฏล - ครับน้าหม่ำ ตามคิว เป๊ะๆๆ ครับ เสียบตรงนี้เลย ครูแหลม สั่งมา

หม่ำ - ว้ายยยยย วี๊ดดดดด กะตู้วู้ววววว!!!!







เทคนิคแบบเฉินหลงทำกันนะครับ เชื่อ สายเชีย เถอะดูงานมาเยอะแล้ว

สายเชีย - แกเฉย ๆ ๆไว้ แกเชื่อฉันไหมเหล่า
นก ใต้ - เชื่อครับพี่ เชื่อๆๆ กะเซกิถีบหน้ามาตั้ง 5เทค แล้วอ่ะ ให้พี่เชีย ถีบดีกว่า

(..* น้าสายเซีย แกดังกะโฆษณา จน เครียด กินเหล้า ครับ จำกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง)









ครูแหลม - เซกิ มาแล้วเหรอ มาซ้อมได้แล้ว
เซกิ - ครูแหลมครับ เดี๋ยว ขอกินกาแฟ ก่อนได้ไหมครับ .... ขอบคุณครับ

.........
เซกิ - ซ้อมแล้วนะครับ






หม่ำ - 555 ฉากต่อไปเอาอย่างนั้นเลยเหรอ 555
วศิน - คร้าบ น้าหม่ำ ผมต้องการบีบอารมณ์คนดูครับ 555
หม่ำ - เอ้า เอาตามนั้นนะ ได้ได้ 5555








เซกิ - พระเอกรูปหล่อมาช่วยแล้ววววววว










ปราบต์ - หึหึหึ เรื่องความหล่อ ผมก็ไม่ถอยใครเหมือนกัน เอ้าพรรคพวกตามมา
(..* ฉากนี้ไม่มีในหนังง่ะ )









หม่ำ - หุหุหุ ฉากนี้ !!เอายังงี้แน่นะ น้าสิน !!
วศิน - ไม่เป็นไรครับ น้าหม่ำ ชัวร์ ครับ ชัวร์ 555

หม่ำ - ชัวร์ แน่นะ น้า ...น้ามายืนเองมั้งซิ เสียวโว้ยยยยย *#$#%*<







หม่ำ - เอ้า คิดมุกคิดแม๊ก กันเข้าไป ไม่ต้องห่วง หม่ำเล่นได้หมด











สายเชีย - เอ้าอึ๊บบบบ นพ แกนี่หนักกี่โลว่ะนี้
ครูแหลม - น้าเชีย พอได้แล้ว พอแล้ว คิวนี้ไม่เอาแล้ว คัทๆๆๆ












ไข่มุก - มุกซะอย่าง คนสวย ๆ ต้องรีบวิ่งเข้าประกบ คนมันกะลังดัง ฮิๆๆๆๆๆ










....พักฮ้า เต้นมาตั้งสองชั่วโมงแล้วฮ้า สั่งเต้น สั่งคัท คัทคัทเต้นเต้น เหนื่อย









จิ๋ว - มาเลยยย ลิลลี่(เด็ก) ไม้มวยไทยเอ๊งไม่เท่าไหร่หรอก
ลิลลี่ - น้ำหนักชั่งเมื่อเช้า เท่าไหร่ น้าจิ๋ว








นพรัตน์ - นี่ ฉากนี้ต้องใส่อารมณ์แบบนี้ มันถึงจะเอาอยู่ ทำได้นะ
ปราบต์ - ได้ครับ พี่โจ











ครูแหลม - เดี๋ยว พอเจ้าดำ บุกเข้ามา น้าหม่ำ ก็ยกเข่าแล้วลง ท่าเสือลากหาง เลยนะ
หม่ำ - นี่ ! ท่าคุ้น ๆ นะนี่ มวยไชยา ใช่เหรอเปล่า จำท่าได้








หม่ำ - สบายมาก ท่านี่เปล่า ท่ามวยไชยา ...
ครูแหลม - อะ พอได้ครับ น้าหม่ำ พอได้ หาดูยากกก












หม่ำ - เฮ้ยยย ดำ ดำ บีบแรงไปแล้วโว้ย อย่าทำเกินบทซิว่ะ
ดำ - น้า นั้นแหละ บีบแรงก่อน










วศิน - อะจ๊ากกกกก มวยไชยา เหอๆๆๆ ต้องเจอกะ ฝ่ามืออะจ๊ากคุง ซะหน่อย























" งั้นต้องผ่านพวกผมไปก่อนซะแล้ววว " (เบิ้ม , ไอซ์ , ดำ / สามสมุนตัวกลั้นในเรื่องครับ)
วศิน - อะจ๊ากกกก พวกลิ้วล้อหลบไป เจ้าไม่คู่ควร







ครูแหลม - ไม่เอา ไม่เอา สันติ สันติ เราสงบแล้ว ขอให้ท่านนิ่งเสีย วางเฉยไว้
วศิน - อะจ๊ากกกก เป็นเป้านิ่ง นะจิ ไม่ว่า









น้องส้ม - อะ พี่หม่ำ อะ มองตาซิคะ มองตา ...
หม่ำ - ส้มเอ๋ย พี่มองตาแล้ว แต่คิ้วมันอยู่ต่ำว่ะ ... อะเจือกกก
น้องส้ม - !!!!!!









เซกิ - เกิดอะไรขึ้น เซกิ ผู้พิทักษ์มาช่วยแล้ว








ครูแหลม - เซกิ มาแล้วเหรอ มาซ้อมได้แล้ว
เซกิ - ครูแหลมครับ เดี๋ยว ขอกินกาแฟ ก่อนได้ไหมครับ .... ขอบคุณครับ
ปราบต์ - กินกาแฟ ทั้งปี !!!!







หม่ำ - เอ้าวันนี้วันเกิดเซกิ เอ้าเอาไปกินกะกาแฟ นะ
เซกิ - อาริกาโตะ (น้ำตาไหลพราก...)








สายเชีย - " ต่อให้ดาวบนฟ้า ไม่เคยทอประกาย...ถึงเรา "
(- แสดงเป็นแมลงสาบ ช้างน้ำ คิงคอง อะไรๆๆก็ทำมาหมดแล้ว งานนี้หมูมากกกกค่า ขอบอก)











ครูแหลม - เซกิ กินเสร็จแล้ว มาซ้อมต่อนะ ยังต้องถ่ายซ่อมฉากจบอีกนะ
เซกิ - ครับ ได้ครับ ครูแหลม ขอกินกาแฟอีก สองแก้วก่อน...นะครับ

ย่นคุง - นาน ๆ จะเห็นครูแหลม แต่งตัวตามสมัยกะเขาซะที เออ พอทนดูได้นะ (แซวครับ)








หม่ำ - อ้าว ! จบแล้วเหรอ ว้าว กำลังอินเลย จะทำภาคต่อไหมละ น้าสิน
วศิน - อะอะ ยังครับ น้าหม่ำ ขอดูตัวเลขก่อนนะครับ ถ้าสวย เรามาทำกันอีกสัก 2 ภาคเลยเอ้า








ปราบต์ - จบซะที ได้ยิ้มแล้ว เฮ้อ โล่งอก (เดี๋ยวคนดูจะติดภาพดาวร้าย)









วศิน - ปิดกล้องแล้ว พวกเดียวกันนะตัวเอง น่ะ
ครูแหลม - ฮิ ๆ ๆ ๆ

(..* หักหลังดาราจำเป็น ขอหน่อยนะครับครู อ่า หลาย ๆ คนเขาอยากเห็นอ่ะ หาดูยาก 555 )







ปิดกล้องซะที เวลาปีนี่มันเร็วจังนิ ขอให้หนังได้สัก 150ล้าน ทีเถอะ









เซกิ - หมีแพนด้า หมีแพนด้า ห้าห้าห้า สักแก้วมะพี่ เอ๊ย น้า
วศิน - ไม่อะ บอยไม่ดื่ม ฮ้า








"ภาพยนตร์อวสาน ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามผลงาน "
"ขอบคุณค่ะ"













เซกิ - จบแล้วครับ สวัสดีครับ

หม่ำ - ฮา จบนะ ฮา ๆ ๆ ขำอ่ะ ไม่ดูไม่ได้แล้วววว





***************************************************
ป่วนชายกระโปงคู่แรดโดย - ย่นคุง กะ ยุ่งคุง